วันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Profit Margin



Profit Margin เป็นตัวเลขที่บอกส่วนต่างระ
หว่างราคาขายและต้นทุน
ตัวอย่าง
- นาย A เปิดร้านส้มตำ ราคาต้นทุนเฉลี่ย (รวมค่าแรง วัตถุดิบ ฯลฯ) ส้มตำจานละ 20 บาท ขายในราคา 30 บาท
ร้านส้มตำนี้จะมีกำไร 10 บาทต่อจาน มี Profit Margin 10/30 = 33.33%
- นาย B เปิดร้านซูชิ ราคาต้นทุนเฉลี่ย (รวมค่าแรง วัตถุดิบ ฯลฯ) ซูชิโอโทโร่คำละ 150 บาท ขายในราคา 450 บาท
ร้านซูชิจะมีกำไร 300 บาทต่อคำ มี Profit Margin 300/450 = 66.67%

คุณดูเลข Profit Margin แล้วคิดว่าธุรกิจไหนน่าทำมากกว่ากันครับ
คุณขายส้มตำ 120 จาน จะได้กำไร 1,200 บาท
คุณขายซูชิ 4 คำ จะได้กำไร 1,200 บาท

ถ้าบริษัทไหนมี Profit Margin สูง จะมีแนวโน้มที่มีข้อได้เปรียบบางประการที่เหนือกว่าคู่แข่ง เช่น
-ต้นทุนสินค้าต่ำกว่าคู่แข่
-มีข้อได้เปรียบที่ตั้งราคาขายได้สูง โดยลูกค้ายังยินดีจ่าย (ร้านซูชิในตัวอย่างนี้อยู่ในเคสนี้)
-มีนวัตกรรมหรือการบริหารจัดการที่ช่วยลดต้นทุนได้

และเมื่อเศรษฐกิจมีปัญหา บริษัทที่มี Profit Margin สูงก็จะมีช่องทางที่จะลดราคาสินค้าลงเพื่อรักษายอดขายและเอาตัวรอดในช่วงวิกฤติได้

การที่บริษัทมี Profit Margin เติบโตขึ้นเรื่อยๆ นั่นอาจจะมีหลายสาเหตุด้วยกัน
1. ลดต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2. ขึ้นราคาสินค้าได้โดยที่ลูกค้ายังยินดีจ่าย
3. ยอดขายเพิ่ม โดยต้นทุนคงที่เท่าเดิม
4. ฟื้นตัวจากการขาดทุนมาเป็นกำไร (เวลาขาดทุน จะมี Profit Margin ติดลบ)

และนี่คือรายชื่อ 12 บริษัท ที่มีการเติบโตของ Profit Margin (Profit Margin Growth History) สูงกว่า 25% ติดต่อกัน 3 ปี จากระบบสแกนหุ้นของ Market Anyware ครับ

ข้อสังเกตเพิ่มเติม
- ในกรณีของ AKR ดูจากกราฟจะเห็นว่าบริษัทพลิกฟื้นจากขาดทุนกลับมาเป็นกำไร
- ในกรณีของ AOT ตัว Profit Margin สูงขึ้นเรื่อยๆ ติดต่อกัน 3 ปีซ้อนก็จริง แต่เมื่อดูย้อนกลับไป 10 ปีจะเห็นว่า Profit Margin ของธุรกิจมีความผันผวนมาก
- ในกรณีของ SCP บริษัทมี Profit Margin ที่มีเสถียรภาพมาตลอด 6-7 ปี และเริ่มมี Profit Margin เติบโตต่อเนื่องในช่วง 3-4 ปีหลัง

ซื้อหุ้นคืนคืออะไร..? BTS, BLAND กำลังจะทำอะไร..?




ซื้อหุ้นคืนคืออะไร..? BTS, BLAND กำลังจะทำอะไร..?


>> BTS ซื้อหุ้นคืน 5% กำไร Q2 ลดเหลือ 650 ล.

BTS เปิดโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 6 พันล้านบาท จำนวนไม่เกิน 600 ล้านหุ้น คิดเป็น 5% เผยกำไร Q1/57 ลดลงเหลือ 650 ล้านบาท

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) BTS แจ้งว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทฯได้มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารการเงิน โดยมีวงเงินสูงสุดที่จะใช้ในการซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 6,000 ล้านบาท และจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนไม่เกิน 600 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 5% ของหุ้นที่ออกจำหน่ายทั้งหม

>> บอร์ด BLAND มีมติซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 1.2 พันล้านหุ้นหรือไม่เกิน 3 พันล้านบาท
บมจ.บางกอกแลนด์ (BLAND)เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน จำนวนหุ้นที่ซื้อคืน 1,200,000,000 หุ้นหรือคิดเป็น 5.81% วงเงินซื้อหุ้นคืน 3,000 ล้านบาท วิธีการในการซื้อหุ้นคืนซื้อหุ้นคืนผ่านตลาดหลักทรัพย์

ซื้อหุ้นคืนคืออะไร..? มีผลอะไรกับราคาหุ้น..

ซื้อหุ้นคืน เป็นสิ่งตรงข้ามกับการเพิ่มทุนครับ.. หรือเราเรียกได้ว่าเป็นการลดทุนอย่างหนึ่งนั่นเอง

ผมยกตัวอย่างให้ฟัง สมมตินาย A เปิดร้านส้มตำกับนาย B และนาย C โดยลงทุนคนละ 1 แสนบาท มีหุ้นรวม 3 แสนหุ้น หุ้นละ 1 บาท รวมเป็นเงิน 300,000 บาท เอาเงิน 3 แสนไปจ่ายค่าเช่าซื้ออุปกรณ์และวัตถุดิบต่างๆ 200,000 บาท เหลือเงินสด 1 แสนบาท

ร้านส้มตำดำเนินไปได้ด้วยดี มีกำไรสะสมตลอด 1 ปี ถึง 5 แสนบาท ทำให้ตอนนี้บริษัทมีสินทรัพย์รวม 800,000 บาท เป็นเงินสดถึง 600,000 บาท..!! คิด EPS เป็นหุ้นละ 1.67 บาท (500,000 บาท/300,000 หุ้น)

เงินสดเหลือเยอะ ทีนี้นาย A ที่เป็นผู้บริหาร ก็เริ่มคิดว่าจะเอาเงินสดไปทำอะไรดี โดยที่มีทางเลือกหลายๆ ทาง
1. ขยายการลงทุน (Invest) นาย A สามารถเอาเงินสดที่เหลือไปขยายร้านได้อีก 2-3 ร้าน
2. จ่ายปันผล (Pay Dividend) ถ้าไม่ขยายธุรกิจ ก็สามารถเอาเงินสดจ่ายคืนผู้ถือหุ้นได้
3. เก็บเงินสดฝากธนาคารไว้เฉยๆ (Keep Cash) ถ้าไม่จ่ายปันผล ก็เก็บเงินกินดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ ผลตอบแทนอาจจะต่ำแต่ความเสี่ยงก็ต่ำ
4. เอาเงินไปลงทุนด้วยวิธีอื่น (Alternative Investment) เช่นซื้อหุ้น ลงทุนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับร้านส้มตำ ซื้อทองคำ พันธบัตร กองทุน ฯลฯ
5. จ่ายโปะหนี้ (Pay Debt) ในกรณีนี้ร้านส้มตำไม่มีหนี้สินเพราะไม่ได้กู้เงิน
6. ซื้อหุ้นคืน

นาย A เลือกวิธีที่ 6 คือซื้อหุ้นคืน นาย A แจ้งนาย C ว่า “บริษัท” ต้องการซื้อหุ้นคืน “จากนาย C” ทั้งหมด 100,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 3 บาท เป็นเงิน 300,000 บาท

เงินสดของบริษัทจะลดจาก 600,000 เหลือ 300,000 บาท แต่หุ้นของบริษัทจะลดจาก 3 แสนหุ้น เหลือแค่ 2 แสนหุ้น นาย C จะไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทอีกต่อไป

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การซื้อหุ้นคืน ไม่ได้หมายถึงว่านาย A ซื้อหุ้นจากนาย C (ถ้านาย A ซื้อหุ้นจากนาย C นาย A ต้องควักกระเป๋าเอง ไม่ใช่เอาเงินของบริษัทมาซื้อ และจำนวนหุ้นในบริษัทจะคงเดิมไม่ลดลง)

การซื้อหุ้นคืนนี้คือ ร้านส้มตำ เป็นฝ่ายซื้อหุ้นคืน ไม่ใช่นาย A ที่เป็นฝ่ายซื้อหุ้น หุ้นที่ซื้อคืนจะมลายหายไป พร้อมๆ กับเงินสดที่หายไป (ถอนเงินสดจากบัญชีบริษัทเพื่อจ่ายคืนให้นาย C)

สรุป เงินสดลดลง จำนวนหุ้นลดลง ผู้ถือหุ้นเดิมจะมีสัดส่วนหุ้นเพิ่มขึ้น
จากเดิมนาย A, B, C ถือคนละ 1 แสนหุ้น ตกเป็นหุ้นส่วนคนละ 33.33% EPS 1.67 บาทต่อหุ้น
หลังซื้อหุ้นคืน เหลือผู้ถือหุ้นแค่นาย A กับ B คนละ 1 แสนหุ้น ตกเป็นหุ้นส่วนคนละ 50% EPS กลายเป็น 2.5 บาทต่อหุ้น (ในกรณีที่กำไรเท่าเดิม)

สรุปการซื้อหุ้นคืน
1. จำนวนหุ้นของบริษัทน้อยลง ในกรณีที่กำไรคงเดิม ผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น (EPS สูงขึ้น แม้ Net Profit จะเท่าเดิม)
2. เงินสดลดลง สินทรัพย์ลดลง
3. มักใช้ในการบริหารสภาพคล่องของบริษัท เป็นการคืนประโยชน์ให้ผู้ถือหุ้นทางหนึ่ง (คนหารน้อยลง ผู้ถือหุ้นก็ happy)
4. ผู้บริหารน่าจะมั่นใจว่าราคาที่บริษัทซื้อคืนเป็นราคาหุ้นที่ไม่แพง คนวงในมองเห็นภาพมากกว่าพวกเรา คงไม่ยอมซื้อหุ้นคืนในราคาที่แพงกว่าความเป็นจริง (แต่พวกสับขาหลอก ทำ story ก็มีนะครับ)
4. หากซื้อหุ้นคืนในราคาสูงมากๆ บริษัทก็จะมีส่วนผู้ถือหุ้นติดลบได้จากเงินสดที่จ่ายไปตรงนี้
5. การซื้อหุ้นคืน (ทุนลด หุ้นลด พาร์เท่าเดิม) ตรงข้ามกับการเพิ่มทุน (ทุนเพิ่ม หุ้นเพิ่ม พาร์เท่าเดิม)
6. การซื้อหุ้นคืน (ทุนลด หุ้นลด พาร์เท่าเดิม) ไม่เหมือนกับการลดพาร์ (ทุนเท่าเดิม หุ้นเท่าเดิม พาร์ลดลง) อ่านการลดพาร์ได้ที่ลิงค์นี้ https://www.facebook.com/MarketAnyWare/photos/a.745408312166973.1073741831.464553200252487/748660478508423
6. หลายคนกังวลว่า บางบริษัทจะทุบราคาหุ้นก่อนที่จะซื้อคืน เพื่อจะได้ซื้อคืนในราคาต่ำๆ คำถามคือ ถ้านาย C รู้ว่าบริษัทมีนโยบายจะซื้อหุ้นคืนแน่ๆ อยู่แล้ว นาย C จะยอมปล่อยขายหุ้นในราคาถูกๆ หรือไม่..? และเจ้ามือหากต้องการทุบหุ้นจะมีวิธีใดที่ทำให้ราคาหุ้นในตลาดตกอย่างหนัก หลังประกาศว่าจะซื้อหุ้นคืนแล้ว..?
7. บางครั้งการซื้อหุ้นคืนก็เป็นการสร้าง story เพื่อสร้างราคาหุ้น

ผมขออนุญาตไม่ฟันธงกรณี BTS และ BLAND ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้น เพียงแค่อยากมาเล่าให้มือใหม่หลายคนที่ยังไม่เข้าใจว่า การซื้อหุ้นคืน มีผลกระทบกับบริษัทอย่างไร.. ปิดท้ายด้วยความคิดเห็นของ ดร.นิเวศน์

"ถ้ามีบริษัทใดประกาศซื้อหุ้นคืนได้ และเราดูแล้วว่ากิจการของบริษัทยังดูดีอยู่และน่าจะดีต่อไปในอนาคต นี่ก็น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี นั่นก็คือ ข้อแรก ผู้บริหารดูแลประโยชน์และความมั่งคั่งของผู้ถือหุ้นทุกคน ข้อสอง เขามั่นใจในอนาคตของบริษัท และข้อสุดท้าย เขามีกำลังหรือมีเงินที่จะมาซื้อหุ้นได้ในยามวิกฤติ ดังนั้นเราก็อาจพิจารณาลงทุนในหุ้นเหล่านี้ได้อย่างสบายใจ"

เรื่องดีๆ ที่มือใหม่มักจะมองข้ามไปเกี่ยวกับเงินปันผล





เรื่องดีๆ ที่มือใหม่มักจะมองข้ามไปเก
ี่ยวกับเงินปันผล

ในโพสที่แล้วผมพูดถึงเรื่องการออมปีละ 10,000 เป็นเวลา 40 ปี เพื่อที่เราจะได้เงิน 3,000,000 ในยามเกษียณ ผมเชื่อว่ามีคนหลายคนมองว่าอดทนเก็บเงินตั้ง 40 ปี กลับได้ผลตอบแทนเพียงแค่ 3 ล้าน มันคุ้มกันไหม..?

ทุกคนอยากรวยเร็ว แต่มักมีความอดทนต่ำ ทำให้คนส่วนใหญ่เลือกที่จะเก็งกำไรและรวยทางลัดในตลาดหุ้น เรามีนักลงทุนที่เน้นพื้นฐานน้อยกว่านักเก็งกำไรมากในปจจุบัน ทุกคนอยากทำกำไรได้ปีละ 100% มากกว่ารับปันผลเพียงแค่ปีละ 8% แน่นอน ผมเองก็เช่นกัน..!!

แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกเรานักลงทุนมักจะลืมคิดไป ว่าผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลมันเปลี่ยนแปลงตามราคาหุ้น..!!

นั่นหมายถึงว่า 8% ในปีนี้ มันจะไม่เท่ากับ 8% ในอีกสิบปีข้างหน้า นั่นเป็นเพราะ Dividend Yield มันคิดคำนวณโดยเปรียบเทียบกับราคาหุ้นในตลาด ไม่ได้เทียบกับต้นทุนที่คุณถืออยู่..!! นั่นหมายความว่า ถ้าหุ้นขึ้น 100% จากราคาที่คุณถือ เงินปันผลที่คุณจะได้รับก็จะเพิ่มขึ้น 100% เช่นกัน (ถ้า Dividend Yield ในแต่ละปีคงที่)

สมมตินะครับ คุณมีเงินเก็บ 10,000 บาท ตามที่ผมบอก แล้วคุณก็เลือกซื้อหุ้นที่ปันผลสูง 8% ในราคาหุ้นละ 10 บาท เป็นจำนวน 1,000 หุ้น ในปีแรก คุณจะได้รับปันผลดังนี้ครับ

ปีที่ 1: 10 x 1,000 x 8% = 800 บาท (8% จากเงินลงทุน 10,000 บาท)

พอมาในปีที่ 5 ปรากฏว่าราคาหุ้นนั้นได้สูงขึ้นเป็น 20 บาทแล้ว แต่บริษัทยังจ่ายปันผล 8% เท่าเดิม ดังนั้นด้วยจำนวนหุ้น 1000 หุ้นที่คุณมีอยู่นั้น คุณจะได้เงินปันผลดังนี้

ปีที่ 5: 20 x 1,000 x 8% = 1,600 บาท (16% จากเงินลงทุน 10,000 บาท)

ผ่านไปถึงปีที่ 20 ราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นเป็น 50 บาท บริษัทยังคงจ่ายปันผล 8% เท่าเดิม

ปีที่ 20: 50 x 1,000 x 8% = 4,000 บาท (40% จากเงินลงทุน 10,000 บาท)

พอถึงเวลาที่คุณเกษียณ ราคาหุ้นวิ่งไปไกลถึง 100 บาท บริษัทยังคงจ่ายเงินปันผล 8% เท่าเดิม

ปีที่ 40: 100 x 1,000 x 8% = 8,000 บาท (80% จากเงินลงทุน 10,000 บาท)

ถ้าคุณเลือกลงทุนในธุรกิจที่เติบโตยั่งยืน ราคาหุ้นวิ่งไป 10 เด้งใน 40 ปี (ไม่ยากนะครับ ตกเฉลี่ยหุ้นขึ้นปีละ 6% ก็ได้ 10 เด้งใน 40 ปีแล้ว) เงินปันผลที่คุณจะได้รับก็จะเติบโต 10 เด้งไปด้วย ด้วยเงินลงทุนแค่ 10,000 คุณจะได้ปันผลในปีเดียวสูงถึง 8,000 บาท..!! นี่คือมหัศจรรย์ของเงินปันผลครับ

ลองมาดูตัวอย่างจริงกันบ้าง หุ้น DCON เป็นหุ้นที่มีประวัติการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ และมีอัตราปันผลที่สูงประมาณ 3-6% ทุกปี

ในปี 2008 บริษัทมีอัตราปันผลอยู่ที่ 4.76% โดยจ่ายปันผลจริง 0.08 บาทต่อหุ้น ถ้าคุณซื้อหุ้นในปี 2008 10,000 หุ้นที่ราคา 1.68 บาท คุณจะใช้เงินทั้งหมด 16,800 บาท และจะได้รับเงินปันผล 800 บาท

ปี 2008: 1.68 x 10,000 x 4.76% = 800 บาท

ในปี 2013 ราคาหุ้นอยู่ที่ 10.9 บาท บริษัทมีอัตราปันผลอยู่ที่ 3.94% โดยจ่ายปันผลจริง 0.43 บาทต่อหุ้น

ปี 2013: 10.9 x 10,000 x 3.94% = 4,300 บาท (25.56% เมื่อเทียบกับเงินลงทุน 16,800 บาท)

และล่าสุดในปี 2014 ตอนนี้ราคาหุ้นอยู่ที่ 16.80 บาท อัตราปันผลอยู่ที่ประมาณ 6.19% โดยบริษัทจ่ายเงินปันผลสูงถึง 1.04 บาทต่อหุ้น

ปี 2014: 16.8 x 10,000 x 6.19% = 10,400 บาท (61.9% เมื่อเทียบกับเงินลงทุน 16,800 บาท)

บังเอิญเหลือเกินว่าวันนี้ราคาหุ้น DCON ในปี 2014 นี้เพิ่มขึ้น 10 เด้งนับจากปี 2008 พอดิบพอดี ด้วยเงินลงทุนเพียงแค่ 16,800 คุณจะได้ผลตอบแทนเงินปันผลก้าวกระโดดทุกๆ ปี รวมกันมากกว่า 21,400 บาทแล้ว คุณทำกำไรจากเงินปันผลได้ถึง 127% ในเวลา 7 ปี (ไม่นับรวมกำไรจากราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไป อีก 900%) รวมเงินที่เพิ่มพูนขึ้นทั้งหมดของคุณในเวลา 7 ปี จากเงินลงทุน 16,800 กลายเป็น 189,400 ไม่เลวเลยใช่ไหมครับ..? (ยิ่งไปกว่านั้น นี่เป็นเพียงตัวอย่างการลงทุนแบบครั้งเดียวจบ ยังไม่ใช่การออมสะสมเพิ่มทุกปีแบบที่ผมเคยแนะนำนะครับ)

อ่านโพสนี้แล้วคงพอเข้าใจความหมายที่ผมได้บอกในโพสที่แล้วว่า 8% ทบต้น เป็นเพียงกำไร “ขั้นต่ำที่สุด” ที่คุณจะได้รับ ซึ่งถ้าคุณไม่ดวงซวยจนเกินไปนัก การออมเงินปีละ 10,000 จะสร้างโอกาสที่คุณจะทำกำไรเกิน 10-20 ล้านบาท ในรอบ 40 ปี ไม่ใช่เรื่องเกินเลยความเป็นจริงเลย

โชคดีในการลงทุนนะครับ

ลดพาร์คืออะไร..?




ลดพาร์คืออะไร..?
EFORL ลดพาร์เหลือ 0.075 ล้างขาดทุนสะสม เตรียมจ่ายปันผล

บางคนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องงบการเงินอาจจะงงประเด็นนี้ ลดพาร์คืออะไร ล้างขาดทุนสะสม แล้วมันจะมีอะไรเกิดขึ้นกับราคาหุ้นบ้าง ผมขอลองอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ แบบนี้นะครับ

ในงบดุลของบริษัทใดๆ จะประกอบไปด้วยฝั่งสินทรัพย์ (Asset) ซึ่งจะเท่ากับ ส่วนผู้ถือหุ้น (Equity) + หนี้สิน (Debt/Liabilities) จำง่ายๆ ว่า A = L + E

สมมติตัวอย่างเดิมนาย A เปิดร้านส้มตำ ด้วยเงินลงทุน 200,000 บาท (100,000 หุ้น หุ้นราคาพาร์ที่ 2 บาท) ไม่กู้เงินเลย
นาย A จะมี Asset 200,000 บาทเป็นเงินสด (A = E เพราะไม่มีส่วนของ L) เอาไปใช้ซื้อเครื่องไม้เครื่องมือ จ่ายค่าเช่าร้าน ซื้อวัตถุดิบ
สิ้นปี ปรากฏว่าร้านขายไม่ค่อยดี ขาดทุนไป 50,000 บาท Asset ของนาย A จะเหลือมูลค่าแค่ 150,000 ซึ่งเวลาลงบัญชีจะลงว่า

(1) ทุน 200,000 บาท
(2) ขาดทุนสะสม -50,000 บาท
(3) สัดส่วนผู้ถือหุ้น (E) ลดเหลือ 150,000 บาท

ในปีต่อมา นาย A ยังคงทำร้านขาดทุนอีก 30,000 บาท Asset ของนาย A จะเหลือมูลค่าแค่ 120,000 ซึ่งเวลาลงบัญชีจะลงว่า

(1) ทุน 200,000 บาท (พาร์ 2 บาท x 100,000 หุ้น)
(2) ขาดทุนสะสม -80,000 บาท
(3) สัดส่วนผู้ถือหุ้น (E) ลดเหลือ 120,000 บาท

การลดพาร์ก็คือการโยกตัวเลขทางบัญชี เพื่อให้เลข -80,000 บาทหายไป ทำยังไงให้ (2) หายไปได้ วิธีการง่ายๆ ก็แค่ลดพาร์ส่วน (1) จาก 2 บาทเหลือ 1.2 บาท ลดไป 80,000 บาท ที่นี้ส่วน 80,000 ที่เหลือนี้ก็กลายเป็นส่วนเกินพาร์ไป เอาส่วนเกินพาร์ +80,000 นี้ไปโปะ ขาดทุนสะสม -80,000 เลขขาดทุนสะสมก็จะหายวับไปกับตา บัญชีก็จะกลายเป็นแบบนี้

(4) ทุน 120,000 บาท (ลดพาร์เหลือ 1.2 บาท x 100,000 หุ้น)
(5) ส่วนเกินทุน 80,000 บาท
(6) ขาดทุนสะสม -80,000 บาท
(7) สัดส่วนผู้ถือหุ้น (E) 120,000 บาท

คือแยกส่วนทุนออกมาเป็น (4) กับ (5) หลังจากนั้นเอา (5) ไปหักล้างกับ (6) ที่เป็นขาดทุนสะสม ก็จะได้บัญชีดังนี้
(4) ทุน 120,000 บาท
(7) สัดส่วนผู้ถือหุ้น (E) 120,000 บาท

เมื่อทุนที่ลงไปตอนต้น 200,000 บาท ตอนนี้เหลือแค่ 120,000 บาท ราคาพาร์ลดลงจาก 2 บาท เหลือ 1.2 บาท โดยจำนวนหุ้นยังคงเท่าเดิมคือ 100,000 หุ้น นี่คือการลดพาร์เพื่อไปล้างขาดทุนสะสมนั่นเองครับ

สรุปคือ การลดพาร์เป็นเพียงการโยกตัวเลขฝั่ง Equity ทางบัญชี ไม่ได้มีผลใดๆ กับเงินที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงในบริษัท ไม่เกี่ยวกับหนี้สิน (Debt) ไม่เกี่ยวกับสินทรัพย์ (Asset) ไม่เกี่ยวกับงบกำไรขาดทุน ไม่เกี่ยวกับงบกระแสเงินสดใดๆ ทั้งสิ้น แค่โยกตัวเลขส่วนผู้ถือหุ้นให้ดูสวยๆ เท่านั้นเอง

ล้างขาดทุนสะสมไปทำไม..?

1. หลักๆ แล้วกฏของตลาดหลักทรัพย์คือ บริษัทจะไม่สามารถจ่ายปันผลได้ ถ้ายังมีขาดทุนสะสมอยู่ บางบริษัทอยากจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้น จึงต้องทำการล้างขาดทุนสะสมด้วยการลดพาร์เสียก่อน จึงจะมีสิทธิ์จ่ายเงินปันผลได้ (แต่คิดให้ดีๆ นาย A ทำร้านส้มตำขาดทุนติดๆ กันสองปี ตามหลักไม่ควรจะได้ปันผลหรอกนะ เพราะเงินทุนยังไม่ได้คืนเลย แถมลดลงเรื่อยๆ จะเอาเงินออกจากบริษัทไปอีก แล้วมันจะอยู่รอดเหรอ..?)
2. แต่หน้าแต่งตาบัญชีให้ดูดี ใครไม่เคยดูงบการเงินย้อนหลังของนาย A ก็จะไม่รู้ว่าร้านส้มตำร้านนี้มันห่วยแตกขนาดไหน จะหลอกคนอื่นเพิ่มทุนก็จะง่ายขึ้นเพราะบัญชีดูสวยงาม ไม่มีเลขติดลบให้รำคาญหัวใจ

** นอกจากนี้ยังมีวิธีการล้างขาดทุนสะสมด้วยการเพิ่มทุนด้วยการขายหุ้นสูงกว่าราคาพาร์ แล้วเอาส่วนเกินตรงนั้นมาล้างขาดทุนก็ทำได้ครับ (แต่กู้เงินมาล้างขาดทุนสะสมไม่ได้นะ)

ดังนั้นสรุปอีกครั้งว่า การล้างขาดทุนสะสม หรือการลดพาร์นี้ จริงๆ แล้วมันไม่น่าจะมีผลกระทบใดๆ กับราคาหุ้นเลย ยกเว้นผลกระทบทางจิตวิทยาต่อผู้ถือหุ้นที่ว่าบริษัทกำลังเตรียมตัวจะจ่ายปันผล หรือเตรียมตัวหาผู้ร่วมทุนใหม่ ตรงนั้นต่างหากที่จะทำให้ราคาหุ้นเคลื่อนไหวไปในทางบวกหรือลบ

ส่วนหุ้น EFORL บริษัทขาดทุนสะสม 4 ปีและตอนนี้พลิกกลับมาเริ่มทำกำไรได้เป็นปีแรก หลายคนหวังว่าจะเป็นหุ้น turnaround ที่มาแรงในปีนี้ แต่สัญญาณเทคนิคตอนนี้น่ากลัวมาก เพราะราคาวิ่งแรงสุดขีด เกิด Bearish Divergence ใน timeframe Month (divergence ทรงนี้เป็นทรงของฟองสบู่ในหลายๆ สินทรัพย์ในอดีต) ใครจะเล่น EFORL ช่วงนี้ต้องระวังตัวมากๆ ครับ

** แอดมินย้ำอีกทีว่าสัญญาณ Divergence เป็นแค่การเตือนให้เฝ้าระวังนะครับ ไม่ได้หมายถึงว่าหุ้นจะตก บางหุ้นมีเจ้าเข้า เจ้าชนะทุกเทคนิคครับ

ROE (Return on Equity)



ROE (Return on Equity) เป็นตัวเลขที่บ่งบอกว่า เงินลงทุนของผู้ถือหุ้น (Equity) สร้างรายได้กลับมาให้กับบริษัทได้มากแค่ไหน ยกตัวอย่างเดิมนะครับ.. 

นาย A ใช้ทุน 200,000 เปิดร้านขายส้มตำ และทำการขยายร้านโดยการกู้เงิน (ขายหุ้นกู้) ให้นาย C เป็นจำนวนเงิน 120,000 บาท สิ้นปีร้านส้มตำทำกำไรได้ 80,000 บาท ก่อนจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ (EBIT) และเมื่อจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ 12,000 บาท ก็จะได้กำไรสุทธิ 68,000 บาท (Net Profit)
- สินทรัพย์บริษัท (Asset) = 320,000
- ทุน (Equity) = 200,000
- หนี้ (Debt) = 120,000
- D/E = 0.6 เท่า
ในกรณีนี้ ถ้าเราคำนวณ ROA จะได้เท่ากับ 80,000/320,000 = 25%
และ ROE จะมีค่าเท่ากับ 68,000/200,000 = 34%
(ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์ ROA จะใช้ EBIT คำนวณ แต่ ROE ทางตลาดจะคำนวนด้วย Net Profit ครับ แต่วิธีการคำนวนที่ตลาดอื่นๆ ก็แตกต่างกันไปนะครับ)

หรือพูดกันอีกแง่ว่า เงินที่นาย A ลงทุน จะได้คืนกลับมาเป็นกำไร สูงถึง 34% ต่อปี เป็นธุรกิจที่ดีไม่ใช่น้อยเลย คือแค่ 3 ปีก็คืนทุนได้ง่ายๆ แล้ว
- ยิ่งกู้เยอะ D/E สูง ยิ่งมีค่า ROE สูง (ใช้เงินตัวเองน้อย แต่ธุรกิจขยายได้ด้วยเงินกู้ ROE จึงสูงกว่า ROA มาก แต่ความเสี่ยงก็สูงไปด้วย)
- การที่ ROE มีความสำคัญก็เพราะว่า มันเป็นตัวเลขที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุน ว่าเงินที่ลงทุนไป สร้างผลตอบแทนกลับมาเท่าไหร่ โดยไม่เอาส่วนของหนี้สินมาคำนวณด้วย
- ยิ่งบริษัทโตด้วยหนี้มากเท่าไหร่ ROE จะยิ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น (โดยมีข้อแม้ว่ากำไรต้องโตตามหนี้ด้วยนะ)
- ธุรกิจที่ไม่กู้เลยซักบาทเดียว จะมี ROA = ROE
- นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งว่า ในโลกทุนนิยม ถ้าคุณกู้ได้ แต่ไม่ยอมกู้ จะเป็นการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ นั่นคือคุณทิ้งโอกาสที่จะได้เงินต้นทุนต่ำมาขยายกิจการ
- การกู้จะเป็นเรื่องดีก็ต่อเมื่อควบคุมความเสี่ยงได้ และดอกเบี้ยจ่ายถูกกว่าผลกำไรที่ได้เพิ่มขึ้นมาจากหนี้
- บริษัทที่มี ROA และ ROE สูง คือบริษัทที่ใช้สินทรัพย์น้อย สร้างรายได้มาก (เช่น ธุรกิจบริการ, ธุรกิจความคิดสร้างสรรค์, ธุรกิจที่เน้นมันสมอง)
- การเปรียบเทียบ ROE และ ROA ระหว่างแต่ละบริษัท ควรเปรียบเทียบในกลุ่ม sector เดียวกัน เนื่องจากแต่ละ sector จะมีโครงสร้างธุรกิจที่แตกต่างกัน และค่า ROE, ROA เหล่านี้จะแตกต่างกันมากๆ

และนี่คือรายชื่อ 13 บริษัท ที่มีการเติบโตของ ROE (ROE Growth History) สูงกว่า 15% ติดต่อกัน 3 ปี จากระบบสแกนหุ้นของ Market Anyware ครับ
PS. อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อหุ้นจากมุมมองเพียงแค่ด้านเดียว มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทนั้นน่าลงทุนมากน้อยแค่ไหน

เพิ่มหนี้ หรือ เพิ่มทุน..?



เพิ่มหนี้ หรือ เพิ่มทุน..?

เรื่องของหนี้ กับทุน เป็นเรื่องสำคัญที่เป็นพื้นฐานของการเข้าใจงบการเงิน หากคุณต้องการทำธุรกิจ ก็จำเป็นจะต้องหาแหล่งเงินทุน ผมขอยกตัวอย่างเดิมที่เคยยกตัวอย่างมารอบนึงแล้ว

ถ้านาย A ต้องการเปิดร้านส้มตำ ใช้เงินลงทุน 200,000 บาท ไม่กู้เลย ทำกำไรได้ปีละ 40,000 บาท
- ในกรณีนี้ E จะเท่ากับ 200,000 ที่ลงทุนไป
- ROA จะเท่ากับ 40,000/200,000 = 20%
- ธุรกิจนี้ไม่มีหนี้เลย D/E = 0/200,000 = 0

หลังเปิดร้านไปซักระยะ นาย A เริ่มสังเกตเห็นว่าลูกค้าเข้าร้านแน่นทุกวัน โต๊ะในร้านก็น้อย รองรับลูกค้าได้ไม่เพียงพอ แถมห้องข้างๆ ยังเป็นห้องว่าง สามารถขยายร้านได้อีกห้องหนึ่งโดยใช้เงินอีกเพียง 120,000 ก็จะรับลูกค้าเพิ่มได้อีกถึงหนึ่งเท่าตัว

ตอนนี้นาย A มีสองทางเลือกที่จะขยายธุรกิจ นั่นคือ ใช้เงินตัวเอง กับใช้เงินคนอื่น
==วิธีที่ 1. ใช้เงินตัวเอง==
ถ้านาย A เป็นพวกอนุรักษ์นิยม ไม่ชอบความเสี่ยง แทนที่เขาจะเอากำไร (Net Profit) 40,000 บาทของร้านส้มตำเข้ากระเป๋าตัวเอง (คือการจ่าย Dividend ให้ผู้ถือหุ้น) เขาจะค่อยๆ สะสมกำไรในแต่ละปี (Retained Earnings) จนครบ 3 ปี จะได้เงิน 120,000 บาท แล้วเขาถึงเอาเงินกำไรตรงนี้มาขยายร้านตามที่ตั้งใจไว้ หลังจากขยายร้านแล้ว ร้านส้มตำของเขาทำกำไรได้เพิ่มหนึ่งเท่าตัว ปีละ 80,000 บาท
- E จะเท่ากับ 200,000 + 120,000 = 320,000
- ROA จะเท่ากับ 80,000/320,000 = 25% (ROA เพิ่มขึ้น)
- D/E ยังคงเป็น 0 เพราะไม่มีการกู้หนี้ยืมสินมาขยายธุรกิจ

แต่จะรอถึง 3 ปีไหวเหรอ..? โอกาสทางธุรกิจอยู่ข้างหน้า การคิดแบบอนุรักษ์นิยม นั้นเป็นแนวทางดำเนินธุรกิจที่ความเสี่ยงต่ำ แต่ก็ทำให้ธุรกิจเสียโอกาสดีๆ ไป ดังนั้นจึงมีวิธีการที่จะขยายธุรกิจได้ทันที โดยไม่ต้องรอสะสมกำไรก่อน นั่นก็คือ..

==วิธีที่ 2. ใช้เงินคนอื่น==
นาย A ตัดสินใจใช้เงินคนอื่นเพื่อมาขยายร้านส้มตำ โดยนาย A ไปคุยกับนาย C เพื่อขอเงิน 120,000 มาขยายร้าน ถ้าคุณเป็นนาย C คุณจะตัดสินใจอย่างไรครับ..??

ทางแรก: “เพิ่มทุน” ถ้านาย C เห็นว่านาย A เป็นคนดี ซื่อสัตย์ ขยันขันแข็ง ร้านส้มตำก็ขายดีคนแน่นตลอด นาย C จึงตัดสินใจขอเป็นหุ้นส่วนธุรกิจด้วยการจ่ายเงิน 120,000 บาท และเข้ามาถือหุ้น 25% หลังจากขยายร้านแล้ว ร้านส้มตำของเขาทำกำไรได้เพิ่มหนึ่งเท่าตัว ปีละ 80,000 บาท
- ในกรณีนี้นาย C กลายมาเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้น โดยถือหุ้น 25% และนาย A ถือหุ้น 75%
- ร้านส้มตำได้ทำการเพิ่มทุน จาก E = 200,000 กลายเป็น E = 320,000
- ROA จะเท่ากับ 80,000/320,000 = 25% (ROA เพิ่มขึ้น)
- D/E ยังคงเป็น 0 เพราะไม่มีการกู้หนี้ยืมสินมาขยายธุรกิจ

ทางที่สอง: “เพิ่มหนี้” ถ้านาย C ไม่สนใจถือหุ้นร้านส้มตำ แต่ให้ร้านส้มตำของนาย A ยืมเงิน 120,000 โดยคิดดอกเบี้ย 10% เมื่อครบกำหนดเวลา ร้านส้มตำของนาย A ต้องคืนเงินต้นนาย C พร้อมดอกเบี้ย
หลังจากขยายร้านแล้ว ร้านส้มตำของเขาทำกำไรได้เพิ่มหนึ่งเท่าตัว ปีละ 80,000 บาท (อันนี้เรียกว่ากำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายหรือ EBIT) พอหักดอกเบี้ยจ่ายของเงินกู้ออกไป 12,000 บาท เหลือกำไร 68,000 บาท (อันนี้คือกำไรสุทธิหรือ Net Profit)
- ในกรณีนี้นาย C กลายมาเป็นเจ้าหนี้ และร้านส้มตำเป็นลูกหนี้
- ร้านส้มตำมีสินทรัพย์เพิ่มเป็น 320,000 โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น E = 200,000 และหนี้ D = 120,000
- ROA จะเท่ากับ 80,000/320,000 = 25% (การคำนวณ ROA มักจะนิยมคำนวณด้วย EBIT แทนที่จะเป็น Net Profit เพื่อจะเป็นการแสดงประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ในการสร้างรายได้จริงๆ โดยไม่เอาภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยจ่ายจากการกู้เงินหรือภาษีต่างๆ มาคำนวนด้วย)
- D/E กลายมาเป็น 120,000/200,000 = 0.6 เท่าตัว

การเพิ่มหนี้นี้เราจะมีคำศัพท์ที่คุ้นหูกัน ไม่ว่าจะเป็น ร้านส้มตำออกพันธบัตรระดมทุน, ร้านส้มตำออกหุ้นกู้ ฯลฯ โดยพันธบัตร, หุ้นกู้ เหล่านี้ ถูกเรียกว่าตราสารหนี้ (Bond) นั่นเอง

เมื่อเทียบกับการเพิ่มทุน นาย C ได้ซื้อตราสารทุนของร้านส้มตำ และมีฐานะเป็นผู้ถือหุ้น ในขณะที่หากนาย C ซื้อตราสารหนี้ของร้านส้มตำ จะมีฐานะเป็นเจ้าหนี้
- ผู้ถือหุ้น มีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะถือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจ และจะได้ผลตอบแทนในรูปเงินปันผล (Dividend)
- ส่วนเจ้าหนี้ จะมีความเสี่ยงต่ำกว่า และจะได้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย (Interest)
- ตลาดตราสารหนี้ก็เป็นอีกทางเลือกในการลงทุนหากคุณไม่ได้ต้องการเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท คุณก็สามารถที่จะเลือกเป็นเจ้าหนี้ได้ด้วยความเสี่ยงที่ต่ำกว่า
- หากธุรกิจสดใส ผู้ถือหุ้นคงไม่อยากแบ่งความรวยให้ใคร ในกรณีนี้เขา 'น่าจะ' เลือกการเพิ่มหนี้มากกว่าเพิ่มทุน
- หากธุรกิจมีความเสี่ยง ผู้ถือหุ้น 'อาจจะ' อยากลดความเสี่ยงของตัวเองลงด้วยการเพิ่มทุน หาผู้ถือหุ้นเพิ่ม มากกว่าเพิ่มหนี้
- ในบางกรณี เจ้าหนี้สามารถเปลี่ยนสถานะตัวเองมาเป็นผู้ถือหุ้นได้ตามเงื่อนไขในการให้กู้ (เรียกว่าหุ้นกู้แปลงสภาพ หรือ Convertible Bond หรือ Convertible Debenture)

พอมีเรื่องของหนี้เข้ามาในธุรกิจ ผลตอบแทนการลงทุนที่คำนวนจาก ROA (Return on Asset) อย่างเดียว เริ่มจะไม่เพียงพอแล้ว เพราะ Asset ในบริษัท มันมีทั้งส่วนของผู้ถือหุ้น และส่วนของเจ้าหนี้อยู่ในนั้นด้วย ตรงนี้จะเป็นจุดที่ ROE (Return on Equity) เริ่มเข้ามามีบทบาท

ไว้ผมจะมาเล่าต่อเรื่อง ROE หลังจากนี้ครับ..

จากภาพหุ้น 8 ตัวนี้ ยังมีหนี้อยู่ในระดับที่ไม่มากเกินไป (D/E < 1.5) และหนี้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลา 3 ปี (Average Liabilities Growth > 15%) แต่รายได้ก็เติบโตไปพร้อมๆ กับหนี้ (Average Revenue Growth > 30%)
PS. อย่าเพิ่งตัดสินใจซื้อหุ้นจากมุมมองเพียงแค่ด้านเดียว มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าบริษัทนั้นน่าลงทุนมากน้อยแค่ไหน

P/E Divergence สัญญาณที่น่าสนใจ..!!



P/E Divergence สัญญาณที่น่าสนใจ..!!

หลายคนตัดสินว่าหุ้นถูกหรือแพง โดยเลือกหุ้นตาม P/E ใช่ไหมครับ P/E สูงแปลว่าหุ้นนั้นแพง ส่วน P/E ต่ำแปลว่าหุ้นนั้นถูก
P/E เป็นการประเมินมูลค่าหุ้นแบบง่ายๆ เบื้องต้นที่ใช้งานได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีจุดอ่อนหลายๆ อย่าง เช่น

1. ในแต่ละอุตสาหกรรม ก็มีรูปแบบ P/E ที่แตกต่างกัน P/E บางอุตสาหกรรม P/E 15 จัดว่าเริ่มแพงแล้ว แต่ในขณะที่บางอุตสาหกรรม P/E 15 เท่ากันกลับราคาถูกไปซะงั้น
2. สาเหตุที่แต่ละอุตสาหกรรมมีค่าเฉลี่ย P/E แตกต่างกันมากนั้น อยู่ที่ความคาดหวังในการเติบโตของธุรกิจในอุตสาหกรรมนั้นๆ ธุรกิจที่เติบโตเร็ว นักลงทุนจะคาดหวังรายได้เติบโตก้าวกระโดดทุกๆ ปี ค่า P/E ของกลุ่มนี้จึงมักสูงตามไปด้วย เช่นกลุ่มค้าปลีก (เดี๋ยวโพสหน้าผมจะมาอธิบายเพิ่มเติม)
3. ในขณะที่บางธุรกิจ P/E ต่ำติดดินมาเป็นเวลานาน แต่นักลงทุนส่วนใหญ่กลับไม่สนใจ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะธุรกิจนั้นเป็นธุรกิจที่ไม่เติบโต รายได้นิ่งๆ ซึมๆ คนจึงไม่ค่อยคาดหวัง ไม่ค่อยอยากเข้าไปลงทุนเท่าไหร่

ดังนั้นเราจึงคัดเลือกหุ้นถูก จาก P/E ต่ำ แบบเหมารวมนั้นทำไม่ได้ เพราะคุณอาจจะต้องจมอยู่กับหุ้น P/E ต่ำติดต่อกัน 4-5 ปีได้เลย โดยราคาหุ้นไม่กระเตื้องซักนิด ส่วนหุ้น P/E สูงๆ ที่เราไม่เคยสนใจ กลับวิ่งเอาๆ จนทำให้เราเจ็บใจเล่น

วิธีการหนึ่งที่จะดู P/E ได้แบบค่อนข้างมีประสิทธิภาพ คือการดู P/E โดยเปรียบเทียบกับ P/E ย้อนหลังในหุ้นที่เราสนใจครับ

ผมยกตัวอย่างในภาพนี้ให้ดู เป็นหุ้น AOT

AOT ราคาหุ้นวิ่งมาไกลมากครับ นับจากปี 2011 มาจนถึงตอนนี้ AOT วิ่งจากประมาณ 40 บาท มาอยู่ที่ 239 บาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 500% ในระยะเวลาแค่ 3 ปีเท่านั้นเอง

หลายๆ คนดูกราฟ AOT แทบจะฟันธงไปแล้ว ว่าหุ้นตัวนี้แพง..!!!

จริงเหรอครับ..?

เราลองกลับไปดูกราฟในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผมเอา Indicator P/E ใส่เข้ามาในกราฟด้วยเพื่อให้เราเห็นแนวโน้ม P/E ตลอดระยะเวลาที่ราคาหุ้น AOT วิ่งเอาๆ กระโดดไป 5 เด้ง พอเห็นอะไรไหมครับ ว่า P/E ของ AOT กลับขัดแย้งกับราคาหุ้น เกิดการ Divergence ระหว่าง P/E กับราคาหุ้น..!!

Divergence ของ P/E แบบนี้เป็น Bullish Divergence นะครับ มันบ่งบอกว่า ตลอดระยะเวลาที่ราคาหุ้น AOT วิ่ง 5 เด้ง P/E กลับค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ จาก 54 เท่าในช่วงปี 2011 ลงมาเหลือ 22 เท่าในปี 2014

สวนทางกัน..!!!

ถ้าจะให้ตีความกัน คือ 3 ปีที่ผ่านมาการเติบโตของกำไรของ AOT วิ่งแซงการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น..!! ทำให้ค่า P/E ลดลงเรื่อยๆ (P/E คือ เอาราคาหุ้น หาร กำไร ถ้ากำไรเพิ่มเร็วกว่าราคา P/E ก็จะตกลงมา)

ดังนั้น ถ้าเราถามคำถามคลาสสิก ว่า AOT ตอนนี้แพงไปหรือยัง..?
ถ้าผมตอบโดยเปรียบเทียบ P/E ในอดีตของ AOT ต้องบอกว่า AOT ตอนนี้ถือว่าไม่แพงเลย เพราะอะไรครับ..?
เพราะ P/E ของ AOT ในช่วงสูงๆ ตอนปี 2008 (วิกฤติ subprime) พุ่งไปถึง 87 เท่า
P/E ของ AOT ตอนปี 2009 พุ่งไปถึง 77 เท่า
P/E ของ AOT ตอนปี 2011 สูง 54 เท่า
P/E ของ AOT ตอนปัจจุบัน สูง 22 เท่า

แพงมั้ยครับ ถ้าเทียบกับอนาคตการเปิด AEC ที่เมืองไทยจะมีโอกาสเป็นศูนย์กลางการบินภูมิภาค, การขยายสนามบินเพื่อรองรับจำนวนผู้โดยสารที่จะเพิ่มขึ้น, การต่ออายุสัมปทานของ King Power ฯลฯ

ถ้าเราเชื่อ ความถูกหรือแพงของหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง โดยดูจากประวัติศาสตร์ว่านักลงทุนเคยคาดหวังในการเติบโตของหุ้นนั้นๆ ขนาดไหน P/E นี่แหละครับ เป็นตัวสะท้อนประวัติความคาดหวังของนักลงทุนได้อย่างดี

** ข้อควรระวังของการดู P/E Divergence
P/E นั้นขึ้นกับความคาดหวังของนักลงทุน ดังนั้นหากปัจจัยพื้นฐานมีการเปลี่ยนแปลง ประวัติ P/E ในอดีต อาจจะไม่บ่งบอกแนวโน้ม P/E ของปัจจุบัน เช่น ในอดีต ถ้าหุ้นกำลังอยู่ในช่วงเจริญเติบโต P/E จะวิ่งไป 50 เท่าก็เป็นไปได้ แต่พอมาปัจจุบัน ธุรกิจถึงช่วงใกล้อิ่มตัว บริษัทไม่โตเร็วเท่าอดีต ความคาดหวังของนักลงทุนก็จะเปลี่ยนแปลงไป P/E 20 ในปัจจุบันก็อาจจะมองว่าแพงแล้วก็เป็นได้
ดังนั้น Fundamental ถือว่าสำคัญนะครับ ถ้าเราไม่เข้าใจ Fundamental ดูแต่กราฟเทคนิคอย่างเดียว จะมีความเสี่ยงสูงมากที่จะตัดสินใจพลาด

รวยด้วยหุ้นปันผล



รวยด้วยหุ้นปันผล

มีคนหลายคนถามผมว่าเค้าเพิ่งเริ่มต้นเล่นหุ้น แต่ยังไม่เชี่ยวชาญในการหาจังหวะซื้อขาย ดูสัญญาณเทคนิคยังไม่เป็น อ่านงบการเงินก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง กว่าจะศึกษาจนเล่นหุ้นเป็น คงเสียโอกาสการลงทุนไปเยอะแล้วโดยเฉพาะช่วงหุ้นขึ้นแรงๆ แบบต้นปีนี้

มีวิธีการง่ายๆ ที่จะช่วยให้มือใหม่สร้างความมั่งคั่งได้ นั่นก็การเลือกซื้อหุ้นโดยดูจากอัตราเงินปันผล เลือกหุ้นปันผลสูง แล้วถือไว้ยาวๆ จนคุณเกษียณ คุณไม่จำเป็นต้องเชี่ยวชาญเรื่องเทคนิค หรือเรื่องพื้นฐานอะไรมากมาย ก็แค่เลือกหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอในอัตราที่สูงต่อเนื่องหลายๆ ปี ซื้อวันนี้เก็บสะสมไว้ระยะยาว ตราบใดที่อัตราปันผลยังคงสูงอยู่ คุณก็ไม่จำเป็นต้องขายหุ้น เพียงแค่นี้คุณก็จะได้ผลตอบแทนที่สูงในระดับ 8-10% ต่อปีได้โดยไม่ต้องมีความรู้อะไรมาก ไม่นับรวมกับราคาหุ้นที่มีโอกาสสูงขึ้นอีกในอนาคต เป็นการได้กำไรสองต่อ

พอบริษัทจ่ายเงินปันผลให้แล้ว คุณก็อย่าเอาไปใช้จ่าย เอาเงินที่ได้นั่นแหละครับ กลับมาซื้อหุ้นเพิ่ม ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ พร้อมกับค่อยๆ ศึกษาเรื่องการลงทุนอย่างจริงจัง จนคุณรู้แนวทางการลงทุนของตัวเองว่าเหมาะกับการเล่นหุ้นรูปแบบไหน ไม่ว่าจะเป็นสาย technical, สาย fundamental หรือพวกผสมผสานแบบ hybrid และใช้ความรู้ที่ได้เรียนรู้มาในการเลือกหุ้นเพื่อพัฒนาตัวเองต่อไปอีกขั้น

ผมยกตัวอย่างให้ว่า ถ้าคุณออมแบบง่ายๆ ปีละ 10,000 บาท (เดือนละ 833 บาท) ทุกปี โดยการใช้กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นปันผลสูงเฉลี่ย 8% ต่อปี ผลตอบแทนจะเป็นอย่างไร..?

ปีที่ 1 เงินลงทุนต้นปี 10,000 บาท สิ้นปีผลตอบแทน 10,800 บาท (ได้ปันผลมา 800 บาท)

ปีที่ 2 ลงทุนเพิ่ม 10,000 บาท รวมเป็น 20,800 บาท สิ้นปีผลตอบแทน 22,464 บาท (ได้ปันผลรวมทั้งหมด 2,464 บาทแล้ว)

ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ในปีที่ 10 คุณจะได้ผลตอบแทน 156,454.87
ในปีที่ 20 คุณจะได้ผลตอบแทน 494,229.21
ในปีที่ 30 คุณจะได้ผลตอบแทน 1,223,458.68
ในปีที่ 40 คุณจะได้ผลตอบแทน 2,797,810.40

ใครเป็นห่วงชีวิตหลังเกษียณ ลองวิธีนี้ตั้งแต่อายุ 20 ถึงเวลาเกษียณคุณก็จะหมดห่วงครับ
ตัวเลขนี้เป็นเพียงขั้นต่ำสุดๆ ที่คุณเริ่มทำได้ทันทีโดยที่ไม่มีความรู้อะไรเลย ในระยะยาวคุณจะทำผลตอบแทนได้ดีกว่านี้อีกมากแน่ๆ เพราะ
1. เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณควรสามารถออมได้มากขึ้นกว่าปีละ 10,000 บาท
2. คุณจะได้ผลตอบแทนในรูปแบบของราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นใน 40 ปีอีกไม่ต่ำกว่า 10 เท่า (Capital Gain)
3. คุณจะศึกษาการลงทุนจนเชี่ยวชาญ จนสามารถเลือกลงทุนในหุ้น หรือสินทรัพย์อื่นๆ ที่มีผลตอบแทนสูงกว่านี้ได้ในอนาคต

แต่การใช้กลยุทธ์การลงทุนในหุ้นปันผลมีข้อควรต้องระวังที่ไม่ค่อยมีใครบอกคุณอยู่บ้างเหมือนกัน เช่น..
1. อัตราดอกเบี้ยธนาคารจะเป็นตัวกำหนดกลยุทธ์การลงทุน ณ ปัจจุบันโลกเรากำลังอยู่ในยุคดอกเบี้ยต่ำติดดิน แต่ในอดีต เคยมีปรากฏการณ์การเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ยเงินฝากสูงถึง 20% ก็มีมาแล้ว ดังนั้นในอนาคต หากดอกเบี้ยเงินฝากสูงขึ้นมากๆ กลยุทธ์การลงทุนก็อาจจะเปลี่ยนไป ว่าเราควรแบ่งเงินส่วนหนึ่งไปฝากธนาคารด้วยหรือเปล่า (แต่ในระยะ 5-10 ปีหลังจากนี้ คิดว่าคงไม่มีหวังที่เราจะเห็นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารสูงกว่า 8% แน่ๆ)
2. อัตราเงินปันผลในอดีตของบริษัท ไม่ได้เป็นตัวรับประกันเงินปันผลในอนาคต ในกรณีที่หุ้นที่คุณเลือกเริ่มมีอัตราเงินปันผลที่ลดลงเรื่อยๆ ต้องหมั่นคอยตรวจสอบว่าการลดลงของเงินปันผลมีสาเหตุมาจากอะไร (เช่น การเปลี่ยนนโยบายการจ่ายปันผล, ธุรกิจของบริษัทเริ่มแย่ลง ฯลฯ)
3. หุ้นที่จ่ายปันผลสูง คือหุ้นที่เอาเงินกำไรของบริษัทจ่ายกลับไปยังผู้ถือหุ้น หุ้นพวกนี้เป็นหุ้นที่มีความปลอดภัยสูง แต่อาจจะมีข้อจำกัดในการเติบโตของบริษัท เพราะแทนที่จะเอาเงินกำไรมาขยายธุรกิจเพื่อสร้างกำไรที่สูงขึ้นในอนาคต กลับเอามาจ่ายคืนให้ผู้ถือหุ้นเป็นจำนวนมาก นี่ก็เป็นมุมอีกมุมหนึ่งที่เป็นเชิงลบของหุ้นปันผลครับ บางคนเชื่อใน ว่าช่วงเศรษฐกิจเติบโตนั้น ไม่ควรลงทุนในบริษัทที่ปันผลสูง (Dividend Stock) แต่ควรไปลงทุนในบริษัทที่เติบโตเร็วมากกว่า (Growth Stock) เพราะจะเป็นการนำผลกำไรมาลงทุนต่อยอดในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู (บริษัท Apple ก่อนที่ Steve Jobs จะตายนั้นแทบไม่เคยจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นเลยนะครับ ด้วยความเชื่อของ Jobs ที่เชื่อว่าเขาสามารถนำกำไรที่ได้มาไปต่อยอดธุรกิจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ถือหุ้นมากกว่าในระยะยาว เช่นเดียวกับ Berkshire Hathaway ของ Warren Buffett ที่มีนโยบายไม่จ่ายปันผลเช่นกัน)

และนี่คือหุ้น 7 ตัวที่มีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยสูงกว่า 8% ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา และมีอัตราเงินปันผลไม่เคยต่ำกว่า 5% เลยตลอด 5 ปี ที่ระบบสแกนหุ้นของ Market Anyware เอามาฝากกันครับ

PS. จุดสำคัญของการเลือกหุ้นปันผลที่ดี คือเราต้องดูสถิติการจ่ายปันผลย้อนหลังว่ามีการจ่ายต่อเนื่องสม่ำเสมอ มือใหม่บางคนสแกนหุ้นจากเงินปันผลปีล่าสุด ซึ่งหารู้ไม่ว่า เพิ่งปันผลสูงปีแรก ในขณะที่ปีอื่นๆ กลับไม่เคยปันผลเลย หรือปันผลต่ำมากๆ
ดูตัวเลขอัตราปันผลเฉลี่ยย้อนหลังเสมอด้วย Average Yield (%)
ดูตัวเลขย้อนหลังว่าไม่ผันผวน ด้วย Yield History (%)


กำไรโตทุกปี ดีจริงหรือ..?



กำไรโตทุกปี ดีจริงหรือ..? ว่าด้วยเรื่องของ EPS

บางคนอาจจะคัดเลือกบริษัทจากการเติบโตของกำไร แต่อย่าลืมสังเกตการเติบโตของปริมาณหุ้นตามไปด้วยนะครับ ถ้าปริมาณหุ้นโตเร็วกว่ากำไร (เช่น เพิ่มทุน, แปลงหนี้เป็นทุน ฯลฯ) การเพิ่มขึ้นของกำไรก็อาจจะไม่ใช่เรื่องดีๆ เสมอไป

ยกตัวอย่างเดิมๆ ครับ ร้านส้มตำของนาย A มีหุ้น 100,000 หุ้น ใช้เงินลงทุน 200,000 บาท (หุ้นละ 2 บาท) ในปีแรกทำกำไรได้ 40,000 บาท

พอได้กำไรดี นาย A เลยอยากจะขยายร้าน แต่ว่าเงินทุนไม่พอ ก็เลยชวนนาย C มาร่วมหุ้นด้วย
ร้านส้มตำของนาย A จึงเพิ่มทุนเป็น 200,000 หุ้น ด้วยการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับนาย C 100,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 2.2 บาท (ทำให้ร้านส้มตำได้ทุนเพิ่มมา 220,000 บาท มาขยายธุรกิจ)

นาย A มีหุ้น “เจือจาง” ลง 1 เท่าตัว จากเคยถือหุ้นทั้ง 100% ในร้าน เหลือเพียงแค่ครึ่งเดียว (50%)

ปรากฏว่าหลังเพิ่มทุน ปีถัดมาร้านส้มตำทำกำไรได้มากขึ้น 50% จาก 40,000 เป็น 60,000 บาท

ถ้าเรามองแต่ยอดกำไรเติบโตสูงถึง 50% ทุกคนคงมองว่าธุรกิจนี้ดูดีมีอนาคตจังเลย แต่เมื่อเรามาเทียบกับการเพิ่มของทุนที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดคำถามว่า การที่กำไรเพิ่มแค่ 50% นี่ดีจริงหรือ

นี่เลยเป็นที่มาของการคำนวน กำไรต่อหุ้น หรือ EPS ครับ

EPS คือ อัตราส่วนที่มาจากกำไรหารด้วยจำนวนหุ้น ในกรณีนี้ในปีแรกร้านส้มตำของนาย A มีกำไร (Earnings) 40,000 บาท มีหุ้น 100,000 หุ้น ดังนั้น EPS = 0.40 บาทต่อหุ้น

ในปีที่สองร้านส้มตำของนาย A มีกำไร 60,000 บาท มีหุ้น 200,000 หุ้น ดังนั้น EPS = 0.30 บาทต่อหุ้น

ในกรณีนี้ ตัวนาย A เองมีหุ้นแค่ 100,000 หุ้น สรุปกำไรส่วนของนาย A ลดลงจาก 40,000 (100,000 x 0.4) บาทในปีแรก เหลือแค่ 30,000 (100,000 x 0.3) บาทในปีที่สอง..!!

เห็นมั้ยครับว่า กำไรเพิ่ม แต่ EPS ลดลง..!! ดังนั้นการค้นหาหุ้นที่มีกำไรโตทุกปี จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่คำตอบ ถ้าธุรกิจเพิ่มทุนทุกปี จำนวนหุ้นที่คุณถืออยู่เจือจางลงทุกปี ถ้ากำไรโตไม่เร็วกว่าปริมาณหุ้นที่เจือจางลง

แต่การเอา EPS ของสองบริษัทมาเปรียบเทียบกันไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย สาเหตุเพราะราคาหุ้นของบริษัทแต่ละบริษัทไม่เท่ากัน ถ้าเราจะเทียบตัวเลขที่มีประโยชน์ นั่นคือการเติบโตของ EPS ของแต่ละบริษัทต่างหากที่มีประโยชน์ในการประเมินคุณภาพของบริษัท

ดังนั้นหากต้องการหาการเติบโตของกำไรที่สัมพันธ์กับปริมาณหุ้นด้วย แทนที่เราจะหาธุรกิจที่มี Net Profit Growth (ซึ่งเราไม่รู้เลย ว่าจำนวนหุ้นมัน Growth ไปมากน้อยแค่ไหน) เราลองมาหาธุรกิจที่มี EPS Growth แทน นั่นเป็นการรับประกันให้เราว่า สัดส่วนระหว่างกำไร กับจำนวนหุ้น เติบโตขึ้นมาสอดคล้องกันเสม

และจากภาพ นี่คือรายชื่อหุ้น 13 ตัว ที่มีการเติบโตของ EPS ย้อนหลัง (EPS Growth History) สูงแบบก้าวกระโดดถึง 25% ต่อปี ติดต่อกัน 3 ปีซ้อนครับ

เสริมอีกนิด ถ้าเราหาหุ้นที่ EPS วิ่งแรง แต่ราคาหุ้นกลับยังไม่วิ่งเท่าที่ควร นั่นคือความน่าจะเป็นที่เราจะได้หุ้นราคาถูกเมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรครับ โพสหน้าผมจะมาสร้างระบบการสแกนหุ้นแบบนี้ให้ดูเป็นตัวอย่างกัน